ย้อนไปราวสองอาทิตย์ ในความฝัน ผมมองเห็นพ่อนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน มีไอหมอกสีขาวครอบคลุมร่างกายของพ่อ ผมแปลกประหลาดใจที่พ่อมานอนอยู่ตรงนี้ ด้วยความกังวลว่าพ่ออาจได้รับบาดเจ็บ ผมรีบสาวเท้าไปยังร่างของพ่อ หลังจากเห็นทุกอย่างแจ่มชัด ใบหน้า ผิวหนังล้วนแลดูขาวซีดไร้เลือดหล่อเลี้ยง ผมตกใจรีบเร่งเขย่าร่างกายของพ่อเพื่อร้องเรียก ทันใดผมรับรู้โดยสัญชาตญาณ พ่อหมดสิ้นลมหายใจ ร่างไร้ซึ่งวิญญาณ ผมปล่อยน้ำตาไหลออกมามากมาย ราวประตูเขื่อนกั้นน้ำพังทลาย

 

 

 

            "พ่ออย่าจากผมไปเลย" ขณะร่ำร้อง ผมถูกกระชากให้ตื่นจากภวังค์แห่งภาพฝัน ดวงตาผมพร่าเลือนไปด้วยหยดน้ำตา แม้จะมองไม่ชัดเจน แต่ก็ทราบได้ว่าภรรยาที่นอนเคียงข้างเป็นผู้ปลุก

            "คุณๆ เป็นอะไรคะ ฝันร้ายหรือ?"

            "ใช่แล้ว มัน ฝันบอกเหตุที่ผมไม่ปราถนา ต้องการมัน"

 

 

 

                และเป็นจริงดังนั้น วันรุ่งขึ้นโรงพยาบาลแจ้งข่าวร้ายทางโทรศัพท์ ว่าพ่อเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน  และวันถัดมางานศพของพ่อถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ในโบสถ์คริสต์ พวกเราเชิญแขกเหรื่อน้อยนิด พยายามคัดสรรเพียงคนที่พ่อรู้จักและนับถือกันและกัน ผมมิปราถนาความรู้สึกอันเสแสร้ง การเล่นละครบทโศกเศร้า จากบุคคลอื่นๆ กระทั่งในช่วงท้ายของงานพิธี ผมกล่าวคำอาลัยแด่พ่อสั้นๆ

            "พ่อลาจากโลกนี้ไปสู่โลกอีกฝากฝั่ง นั่นอาจเป็นโลกที่พ่อเฝ้าใฝ่ฝันถึงมาตลอดชีวิต เพราะเมื่อพ่อยังมีชีวิตท่านบอกกล่าวแก่ผมเสมอ"

            "ลูกรัก จงเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า เมื่อวางชีวิตของเจ้าลงบนพระหัตถ์ของท่าน เมื่อเจ้าตาย วิญญาณของเจ้า จะไปอยู่ดินแดนอันเป็นนิรันดร์"

                ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อยเป็นปกติ ยกเว้นความอาลัยอาวรณ์ต่อพ่อยังคงดำรงอยู่ เมื่อย้อนนึกถึงพ่อ พ่อเป็นข้าราชการ ตำแหน่งเกี่ยวดูแลเอกสารภายในองค์กร ของศาลอาญา หากมองตามความจริง เป็นตำแหน่งเล็กๆไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ ไม่ได้มีหน้ามีตา เหมือนดั่งอัยการ หรือผู้พิพากษา กระทั่งในหน่วยงานเล็กๆนี้ พ่อก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งเท่านั้น พ่อไต่เต้าจากลูกจ้างชั่วคราว จนสอบบรรจุเป็นข้าราชการประจำ เงินเดือนของพ่อไม่กี่พัน และเพิ่มทีละน้อยนิดจนหลักหมื่นต้นๆ พ่อไม่เคยกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือเที่ยวเตร็ดเตร่กับเพื่อนฝูง เงินทุกบาทเจียดจ่ายเตรียมไว้สำหรับค่าเล่าเรียนของผม มีเพียงงานด้านศาสนาพ่อจะแบ่งเงินไปช่วยเหลือที่โบสถ์ในบางครั้งคราวเท่านั้น

                สิ่งที่พ่อได้รับจากการใช้ชีวิตอย่างอดทน ไม่ปริปากบ่นต่อกับความลำบาก นั่นคือเงินจำนวนก้อนหนึ่งจากรัฐที่ช่วยเหลือค่างานศพ และเงินบำเหน็จของพ่อที่ถ่ายโอนเป็นมรดกมาสู่ผม ไม่มีความยุติธรรมใดๆสำหรับการเป็นคนดีของพ่อ แม้กระทั่งเรื่องชีวิตคู่ แม่หลบหนีหายจากพ่อ ตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้ ผมนึกเดาความเปลี่ยวเหงาทั้งมวลในจิตใจคงถูกพ่อนำไปปลดวางไว้ในโบสถ์ สวดภาวนาพระผู้เป็นเจ้า และมันคงเหมือนเนื้อเพลงสากลที่พอมักเปิดให้ผมฟัง กับเครื่องเล่นเทปเก่าๆในวัยเด็ก เพลง crying in the chapel ของ เอลวิส เพลสลี่ย์

 

 

 

                นำปัญหาทั้งหลายมากอง คุกเข่าทั้งสองและภาวนา ความทุกข์ทั้งหลายนานับคณนา ที่แห่งนี้จะนำพาท่านพบทางออกเอย

 

 


                ผมนึกถึงเรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่องคือ ความลับระหว่างเราพ่อลูก เรื่องความฝันของผม เป็นฝันลางบอกเหตุแห่งความตาย ครั้งแรกเกิดเมื่อเพื่อนสนิทสมัยประถม เขาตายเพราะจมน้ำระหว่างปิดเทอมฤดูร้อน ผมบอกพ่อว่าผมฝันเห็นเขาถูกขังอยู่ใต้แม่น้ำ แรกๆพ่อไม่ปักใจเชื่อ จนเรื่องราวเกิดขึ้นบ่อยครั้งผมฝันเห็นการตายของครูที่โรงเรียน ก่อนมันจะเกิดขึ้น การตายของคนรู้จักของครอบครัวเรา แม้กระทั่งการตายของนักการเมืองหลายคน ผมทำนายได้ล่วงหน้าแม่นยำ เราปกปิดเรื่องนี้ซ่อนมันไว้ดุจกล่องแพนโดร่า ผมพร่ำบอกกับพ่อว่าจะเกิดอย่างไรถ้าผมฝันเห็นพ่อ พ่อลูบหัวผมเบาๆกล่าวอย่างอ่อนโยน ว่าลูกเป็นคนพิเศษของพระเจ้า ทุกอย่างพระองค์ได้จัดวางไว้ล่วงหน้า จงอย่าได้กังวล แน่นอนผมไร้สิ้นความกังวลตราบเท่าที่ผมยังมีพ่อ พ่อเป็นผู้ให้กำลังใจยามผมก้าวเข้าสู่ดินแดนฝันร้าย แต่ทว่าการนิมิตฝันฉายภาพความตายของพ่อ ทำให้ผมเป็นทุกข์และกล่าวโทษตัวเองอย่างสาหัส หากผมไม่มองเห็นทำนายล่วงหน้าเช่นนั้น พ่อก็คงไม่จากไปใช่หรือไม่ ความคลางแคลงใจต่อความสามารถพิเศษของผมในข้อนี้ และมันสร้างบาดแผลที่มิอาจมองเห็น เมื่อมิอาจมองเห็นก็ไม่สามารถรักษาบาดแผลล่องหนนั้นได้

                ในกลางดึกคืนหนึ่งผมตื่นขึ้น  เพราะฝันเห็นพ่อจ้องมองมาที่ผม ด้วยใบหน้าทนทุกข์ ความเศร้าก่อตัวขึ้น จู่โจมเล่นงานจิตใจหนักหน่วง ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกลับกลายเป็นเด็กตัวเล็กๆ ร้องไห้เสียจนตัวโยกคลอน ภรรยาผมตื่นขึ้น ปลอบประโลมผม บอกผมว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เธอโอบกอดลูบหลังผมขึ้นลงไปมา กดใบหน้าผมแนบลงบนอกของเธอ รอคอยจนกระทั่งผมรู้สึกดีขึ้นผมกล่าวขอบคุณเธอ จุมพิตริมฝีปาก ปลดเปลื้องเสื้อผ้าเธอ ในไม่กี่นาทีต่อมา ผมรู้สึกดั่งจมดิ่งสู่ใต้ทะเลลึกกระทั่งแสงแดดใดๆไม่อาจส่องแสงถึง พยายามแหวกว่ายขึ้นเหนือน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ดุจดั่งข้างบนน้ำคือชีวิต และด้านล่างทะเลลึกนี้คือความตาย จนในที่สุดผมก็ลอยล่องขึ้นมาสู่เบื้องบน ทุกสิ่งสว่างไสวขาวโพลน

                เซ็กส์อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบำบัดอาการเศร้าของผมให้คลายลง และทุกครั้งที่เกิดอาการดังกล่าว ทุกอย่างจะจบลงด้วยเราเปลือยเปล่า จู่โจมเข้าหากัน ทว่าอาการของผมยังมิได้ทุเลาลงซ้ำร้ายหนักหน่วงขึ้น และเธอไม่สามารถข่มตานอนได้หากอาการผมไม่ดีขึ้น หลังฝันร้ายมาเยือน ทุกอย่างค่อยๆคลี่คลายในช่วงแรก แต่ท้ายที่สุดผมจะรู้สึกพะอืดพะอม อาเจียนอย่างรุนแรงในห้องน้ำ ผมไปตรวจรักษา กับหมอผู้เชี่ยวชาญ ร่างกายปกติสมบูรณ์ดี เขากล่าวเพียงว่าเป็นภาวะความเครียดเมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว

                ยาวนานและวนเวียนราวชั่วกัปชั่วกัลป์ ค่ำคืนอันวิปริต ผมยังคงฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก พ่อถูกผูกติดไว้กับต้นไม้ ถูกฝูงชนสาปแช่ง ความเกลียดชังครอบงำผู้คนชั่วขณะ ความดีความชั่ว ความถูกต้อง ไม่มีใครระลึกรู้ได้ในยามนี้ ผู้คนยังคงขวางปาก้อนหินใส่พ่อ ผมนึกถึงพระเยซูคริสต์ถูกตอกตรึงบนกางเขน สวมมงกุฎหนาม ฝูงชนขับไล่ ท้ายที่สุดพ่อถูกปลดจากเชือก ผู้คนเหล่านั้นกำลังกระทำอะไรบางอย่างกับร่างกายของพ่อ มีกลิ่นเหม็นฉุนและควันสีดำราวปีศาจชั่วร้าย ผมพลันตกใจตื่นขึ้นมา ร่างกายสั่นสะท้าน ภรรยายังนอนหลับสนิทอยู่เคียงข้าง

                ผมคุกเข่าลงนึกถึงคำสอนของพ่อ เริ่มต้นสวดภาวนา "ผมไม่ต้องการฝันร้าย ไม่ต้องการฝันบอกเหตุใดๆอีกต่อไป พระองค์ทรงโปรดชี้ทางสว่างแก่ผม"

                ผมเริ่มสวดเช่นนี้ก่อนนอน ตื่นนอน เป็นกิจวัตร และเหตุการณ์เริ่มผันแปรเข้าสู่ทิศทางปกติ ผมรับรู้ได้ว่าพ่อเอาใจช่วยผม ในยามผมอธิษฐาน และไม่นานนักผมเริ่มฝัน แต่เป็นฝันที่แตกต่างออกไป ดวงตาของพ่อฉายแววความสุข มีแสงสว่างเจิดจ้ารอบตัวพ่อ ผมพูดคุยกับพ่อ และเป็นครั้งแรกที่พ่อกล่าวแก่ผมในฝัน

 

 

 

            "พ่อครับ ทำไมผมต้องฝันทำนายเหตุร้ายเหล่านั้นด้วย"

            "นั่นสินะ คำถามนั้นมันธรรมดาสามัญมากเลยนะ เหมือนกับถามว่าทำไมเราถึงอยู่ที่นี่ บนโลกใบนี้ ในปรากฏการณ์นั้นมีเหตุผลอยู่"

            "แล้ว ผมจะไม่ฝันเหตุพ่อถูกทำร้าย หรือฝันบอกเหตุร้ายแบบนั้นแล้วอีกใช่มั้ยครับ"

            "หากลูกไม่ต้องการ มันก็จะไม่เกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลถือกำเนิดขึ้นเพราะความปราถนา เจตนารมย์อันยิ่งใหญ่ ของพระเจ้า"

            "และความปราถนาของลูก ต้องมีบางสิ่งบางอย่างแลกเปลี่ยน เสมอ"

            "ต่อจากนี้ลูกจะได้เรียนรู้มันเองจากประสบการณ์ ด้วยตัวเอง"

 

 

 

                อย่างน้อยทุกเดือนผมมักจะฝันเห็นคนตาย 10-20 ครั้ง แต่ทุกวันนี้ ไม่มีลางบอกเหตุในฝันอีกต่อไป หลังจากฝันครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นพ่อ และผมไม่เห็นพ่อมาเข้าฝันผมอีกเลย นี่อาจเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่พ่อว่าก็เป็นได้ หลายเดือนผ่านไปการสูญเสียความสามารถพิเศษแบบนั้น ทำให้ผมดำเนินชีวิตเป็นปกติสุขมากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องร้ายๆใดๆ ที่จะเกิด หากจะเกิดขึ้นกับคนที่ผมรักอีกครั้งผมก็ขอไม่รู้เสียดีกว่า ทว่าการสูญหายพลังพิเศษในการทำนาย ทำให้ผมไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดปรากฏการณ์หนึ่งที่สำคัญต่อชีวิตของผม

 

 

 

             ในกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 ขณะผมดูแลกิจการร้านกาแฟของผมเอง ตั้งอยู่ฝั่งรพ.จุฬา มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ผู้ชุมนุมที่รวมตัวขับไล่รัฐบาล วิ่งหนีอลม่าน ติดตามมาด้วยเสียงปืนดังต่อเนื่อง เสียงของมันดังกว่าประทัดในวันตรุษจีนของชาวจีนในย่านเยาวราชเสียอีก 'การสลายการชุมนุมทางการเมือง' ทุกยี่สิบปี หรือสามสิบปี มีเหตุการณ์เหล่านี้มาโดยตลอด วนลูปซ้ำไปซ้ำมา ผู้ชุมนุมหญิงคนหนึ่งล้มลง เลือดค่อยๆไหลออกจากรูกระสุนนั้น เธอตายไปแล้ว มีเสียงระเบิดดังขึ้น แรงระเบิดหมุนร่างคนกลุ่มหนึ่งลอยคว้าง เสียงปืนดังเป็นระยะ และกระชั้นขึ้นทุกที คนล้มลงคนแล้วคนเล่า กลไกถูกเหนี่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีก

            ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เหตุการณ์เลวร้ายดั่งนรกบนผืนดินเช่นนี้ ทั้งที่ไม่กี่วันก่อนหนังสือพิมพ์วฉบับหนึ่ง พาดหัวข่าวคำพูดของพระรูปหนึ่งว่า "ฆ่าพวกก่อความไม่สงบนั้นไม่บาป" ผมยังตะลึงกับคำกล่าวเช่นนี้ ฆ่าคนมันจะไม่บาปได้อย่างไร นี่คนที่พูดเช่นนี้เป็นพระจริงๆอย่างนั้นหรือ

            สิ่งที่ผม กระทำได้ตอนนี้คือล็อกประตูร้าน หลบไปอยู่หลังเคาน์เตอร์เครื่องชงกาแฟ สวดอธิษฐานอ้อนวอนพระเจ้า ขอให้ผมมีชีวิตรอด ได้กลับบ้านและพบเจอภรรยาอีกครั้ง ขณะนั้นผมนึกถึงประโยคหนึ่งจากหนังสือเล่มหนึ่งของพ่อในชั้นวาง มันเขียนไว้ว่า พระเจ้าอาจจะแสดงตนต่อหน้าพวกเรา อาจปรากฏกายเป็นใครก็ได้ เป็นคนกวาดถนน หญิงชรา ตำรวจ หรือเด็กน้อย

            จากประโยคดังกล่าว ภายในจิตใจของผมรู้สึกชัดแจ้ง ไม่ว่าพระเจ้าจะแสดงตัวในฐานะใดก็ตามต่อพวกเรา แต่พระเจ้าจะไม่หันเหปลายกระบอกปืนใส่มนุษย์แน่นอน