เมื่อเรากลายเป็นหนึ่งในผู้สอน
posted on 05 May 2008 19:07 by redtear in article
เนื่องจากเอ็นทรี่นี้เป็นบทความหรือเอ็นทรี่อื่นๆที่เป็นบทความนั้นมีความคิดเห็นส่วนตัวของผมสอดแทรกลงไป จึงมีลักษณะการเขียนที่เป็นแนวกระตุ้นเตือน ด้วยเหตุนี้เป็นสิทธิของผู้อ่านทุกท่านที่สามารถเลือกเชื่อหรือไม่ก็ได้ และสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ล่วงหน้านะครับ
1.
เด็กชายวัย5ขวบ วัยกำลังซน
หยิบมือถือของแม่มาเล่นเกมส์
ด้วยความที่ยังเป็นเด็กจึงขาดความระมัดระวัง
มือถือของแม่ตกหล่นพื้น
ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นหลุดออกจากทันที่ที่กระทบพื้น
โดยกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
เด็กชายตกใจในการทำผิดพลาดของตัวเอง
และกลัวความผิด จึงร้องไห้ออกมาด้วยเสียงดัง
แม่ได้ยินเข้า จึงรีบออกมาดูลูกที่กำลังร้อง
ไม่ทันไต่ถามอะไรดี
มือของแม่ ตวัดฟาดไปยังหลังของเด็กน้อยด้วยความแรงพอ
ที่ทำให้เด็กน้อยรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
"แม่บอกกี่ทีแล้วว่าห้ามเอามือถือแม่มาเล่น"
แล้วมือของแม่ก็ฟาดเป็นครั้งที่2 3 และ4ตามลำดับ
"เข้าห้องไปเลยนะแล้วไม่ต้องออกมาจนกว่าแม่จะอนุญาต"
2.
ในเหตุการณ์แบบเดียวกัน
เด็กชายทำมือถือของแม่ตกแตกกระจาย
แล้วร้องไห้จนแม่ออกมาพบ
แต่
แม่ของเด็กชายคนที่2นี้
พูดกลับเด็กชายก่อนว่า
"ลูกหยุดร้องไห้ก่อน"
"ฟังแม่นะ การที่ลูกหยิบมือถือแม่โดยไม่ได้รับอณุญาตนั้นผิดหรือเปล่า"
เด็กชายพยักหน้ารับ
"แล้วการที่ลูกทำข้าวของเสียหายโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเป็นเพราะขาดความระมัดระวังใช่รึเปล่า"
เด็กชายพยักหน้าอีก
"หากเป็นของมีคม ของร้อนล่ะ ลูกเล่นโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล ลูกจะได้รับบาดเจ็บใช่ไหม"
"ครับ"
"ดั้งนั้น คราวนี้แม่จะทำโทษลูก โดยการตี4ทีเพื่อเป็นการเตือนลูกในเรื่องที่แม่เคยเตือนแล้วลูกไม่เชื่อฟังนะ"
.....ครับ แม่
จาก2เหตุการณ์ข้างต้นทุกคนคงจะทราบคำตอบดี ว่าแบบไหนเป็นตอนจบของการสอนที่น่าจะดีกว่ากัน
-----------------------------------
สำหรับโลกโลกาภิวัฒน์ อะไรๆก็มีพร้อมไปเสียทุกอย่าง เราก็คงจะมีความสุข
แต่ความเป็นจริงแตกต่างจากนั้น
เรามีเวลาน้อยลง
แข่งขันกันทางการค้า การเรียน
แก่งแย่งกันราวหมาป่าที่รุมแย่งเนื้อแกะ
จริงอยู่เราเป็นผู้ที่จำเป็นต้องเรียนรู้ ศึกษาตลอดเวลาบนโลกโลกาภิวัฒน์
แต่เราก็เป็นผู้สอนไปด้วยโดยไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน
การสอนไม่ใช่เป็นแค่เรื่องการบอกกล่าวด้วยวาจา
แต่รวมไปถึงการแสดงท่าทางกริยาในชีวิตประจำวันเข้าไปด้วย
แล้วคนอื่นจะเรียนรู้จากการแสดงกริยาของเรา
การเข้าแถว-แซงคิว
ยิ้มแย้ม-หน้าบึ้ง
ขับรถเร็ว-ขับรถช้า
เอื้อเฟื้อ-เห็นแก่ตัว ฯลฯ
เราได้ถ่ายทอดเรื่องราวเล่านี้เกิดขึ้นทุกวันๆโดยเราลืมนึกถึง
จะเป็นอย่างไรถ้าเราด่าทอลูกทุกวัน
จะเป็นอย่างไรถ้าเราเอาเวลาทำงานมานั่งนินทาเพื่อนร่วมงาน
จะเป็นอย่างไรถ้ารถทุกๆคันขับมาด้วยความเร็ว180กม/ชม.มาพบกันที่สี่แยกไฟแดง
หลายต่อหลายครั้งเราได้ถ่ายทอดเรื่องราวเลวร้ายแก่คนใกล้ๆตัว
ว่าอีกอย่างเป็นการสอนที่เลวร้าย
แล้วมีเหตุจำเป็นอื่นใดกันเล่าที่เราจะไม่ทำตัวอย่างที่ดีๆ
อย่างง่ายๆเช่น
ให้เงินขอทาน คนยากไร้ ช่วยคนชราหิ้วของขึ้นลงสะพานลอย
การลุกให้เด็ก สตรี คนชรานั่งบนรถโดยสาร
ยิ้มให้คนแปลกหน้าบ้าง
ขอโทษคนที่เราล่วงเกินอย่าง การเหยียบเท้า ฯลฯ
การกระทำเหล่านี้
เพียงเท่านี้สามารถบอกหรือสอนแก่คนที่เราพบปะว่า
โลกยังมีเรื่องราวดีๆและน่าจดจำอีกเยอะกว่าเรื่องเลวร้ายได้เป็นอย่างดี
แต่ก็มีเรื่องขำขันเกี่ยวกับการสอนที่เคยอ่านเจอเรื่องหนึ่ง
มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งจะสอนให้เด็กทุกคนโกหกให้เป็น
เพราะมีความเชื่อที่ว่า การโกหกจะทำให้เด็กเติบโตและอยู่รอดในสังคมได้ จึงสอนให้เด็กโกหกให้เป็น
แต่มีเด็กชายคนหนึ่งโกหกไม่เป็น พ่อแม่ทั้งสอนทั้งขู่บังคับให้โกหก
แต่เด็กก็โกหกไม่เป็น
ตามกฎของหมู่บ้านเด็กคนนี้ต้องถูกประหาร
ขณะที่พ่อนำตัวเด็กชายไปลานประหารโดยมีเด็กชายขี่หลังอยู่
เด็กชายเกิดกลัวความตายขึ้นมากระทันหัน
จึงฉี่ราดใส่หลังพ่อของตน
พ่อรู้สึกได้ว่ามีอะไรอุ่นๆที่หลัง
จึงซักถาม ด้วยความกลัวปนความละอายเด็กชายจึงบอกว่า
"ฝนฮะพ่อ ฝนมันตกมาพอดีฮะ"
เท่านั้นเอง พ่อก็ร้องดีใจที่ลูกโกหกเป็น และก็จัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โตที่ลูกไม่ต้องตายด้วย
เรื่องจบลงที่ตรงนี้
ดั้งนั้นการสอนเป็นสิ่งที่สำคัญ
เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งนั้นที่จะกำหนดทิศทางของสังคมที่เราอยู่
เราเป็นผู้เรียนรู้ ในขณะเดียวกัน
เราก็เป็นกลายผู้สอนด้วย
เรามีสิทธิ์ที่จะเลือก
ด้วยการสอนเรื่องที่ดีหรือสอนเรื่องที่เลวร้าย
------------------------------------------------------------------------------------
ห่างหายไปนานเลยครับ รู้สึกดีใจมากๆในช่วงที่ผ่านมานี้ ได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆมาตลอดระยะเวลา ไม่ว่าจะพี่กุ้ง(rusleep) คุณมายา คุณเจ้าหญิงน้ำแข็ง คุณจอย(ระเบียงอารมณ์) คุณkirmkan และอีกหลายคนที่อาจไม่ได้กล่าวถึง ตลอดจนเพื่อนๆพี่ๆที่ติดตามคอมเม้นท์กันอยู่เรื่อยๆมานะครับ ดีใจจริงๆ
ขอบคุณพี่กี้ที่ไม่เคยห่างหายติดตามน้องชายเสมอมา น้องชายก็เป็นห่วงและคิดถึงพี่สาวเสมอเช่นกันครับ ขอบคุณน้องอู๋ที่คอยสร้างเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม แง่คิดในทุกเรื่องราวที่น้องสาวคนนี้ถ่ายทอดออกมา ขอบคุณทุกคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ในที่นี้ บางคนก็ห่างหายไปบ้าง คงเพราะต่างคนก็มีภารกิจของตนเองที่ต้องรับผิดชอบ หากยังแวะเวียนอยู่ก็อยากให้รายงานตัวบ้างนะครับ
ผมก็เช่นกันห่างหายไปนาน และต่อจากนี้อาจห่างหายไปอีกซักพัก ขอโทษเพื่อนๆพี่ๆ รับปากไว้ตรงนี้ว่าจะติดตามไปเยี่ยมเยือนทุกคนนะครับ อย่างไรก็ดี ที่นี้ก็เหมือนบ้านหลังหนึ่งของผมนะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อได้กลับมาผมก็สุขใจได้ทุกที
บ้านหลังนี้เท่าที่ผมรู้สึกอาจไม่ได้อบอุ่นเท่าไหร่นัก แต่อยากทราบว่าเพื่อนๆพี่ๆรู้สึกอย่างไรกันบ้างเมื่อได้เข้ามาในบ้านหลังนี้ของผม อยากรู้จริงๆนะครับ
ขอบคุณนะครับทุกๆคนเลย
ชอบภาษาที่ใช้ค่ะ เรียบง่ายแต่แฝงอะไรไว้มากมาย
อบอุ่นจัง
อิอิ

พี่บอกว่าไม่ค่อยอบอุ่นเท่าไรห่นัก แต่อู๋ว่าบ้านหลังนี้ของพี่
อบอุ่นมากๆเลยค่ะ มีหลายๆคนแวะเวียนมาเสมอ
พี่น่ารักและใจดีอีกต่างหาก ไม่อบอุ่นก้คงไม่ได้่ <<ไม่ได้ปากหวานค่ะ มาจากใจ
พี่เขียนสวยค่ะ สั้นๆง่ายๆเลยนะ อิอิ
อ่านแล้วไม่เป็นมลพิษ ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจากใจค่ะ
#1 By ใบไม้หลากสีสัน on 2008-05-05 19:21